รัสเซีย

รัสเซีย (Russia) หรือ สหพันธรัฐรัสเซีย (Russian Federation) เป็นประเทศที่มีอาณาบริเวณตั้ง อยู่ระหว่าง 2 ทวีป คือ ทวีปเอเชีย และทวีปยุโรป รัสเซียเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก (เป็นสองเท่าของอันดับสอง คือ ประเทศแคนาดา) เดิมเป็นสมาชิกของสหภาพโซเวียต และเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดทั้งตามขนาดของพื้นที่ และตามอิทธิพลทางการเมืองในสมัยโซเวียต เดิมเป็นที่ตั้งของเมืองหลวง

เมืองหลวง: มอสโก (ประชากร 10,126,424 คน)
พื้นที่: 17,075,200 ตารางกิโลเมตร ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในโลก ( ใหญ่กว่าประเทศไทย ราว 33 เท่า ) โดยมีระยะทางจากด้านตะวันออกจรดตะวันตก 9,000 กิโลเมตร และจากด้านเหนือจรดใต้มีระยะทาง 4,000 กิโลเมตร
ที่ตั้ง: 55°45′N 37°37′E
เมืองใหญ่ที่สุดในประเทศ: มอสโก
ภาษาราชการ: ภาษารัสเซียและภาษาราชการอื่น ๆ ในแต่ละสาธารณรัฐย่อย
รัฐบาล: สหพันธรัฐระบบกึ่งประธานาธิบดี ประธานาธิบดี
ประธานาธิบดี: นายดมิตรี อนาโตลิเยวิช เมดเวเดฟ
นายกรัฐมนตรี: นายวลาดิมีร์ วลาดิมีโรวิช ปูติน
ได้รับเอกราช: ประกาศอิสรภาพจากสหภาพโซเวียต 12 มิถุนายน พ.ศ. 2533 (วันรัสเซีย)
เนื้อที่:
ทั้งหมด 17,075,200 กม.² (อันดับที่ 1)
6,592,745 ไมล์²
พื้นน้ำ (%) 0.5
GDP (PPP)
– รวม 1.778 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (อันดับที่ 7-9)
– ต่อประชากร 2548 ค่าประมาณ 12,254 ดอลลาร์สหรัฐ (อันดับที่ 54)
HDI (2550) 0.802 (อันดับที่ 67) – สูง
สกุลเงิน: รูเบิล (Russian ruble – RUR)
1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 25.57 รูเบิล (ค่าเฉลี่ยปี 2550)
ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP): 1,236.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ปี 2550)
รายได้ประชาชาติต่อหัว: 13,463 ดอลลาร์สหรัฐ (ปี 2550)
การขยายตัวทางเศรษฐกิจ: ร้อยละ 8.1 (ปี 2550)
เขตเวลา: ฤดูร้อน (DST) (UTC+2 ถึง +12)
รหัสอินเทอร์เน็ต: .ru
รหัสโทรศัพท์: +7

รัสเซียตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปเอเชีย โดยมีพื้นที่ตั้งอยู่ทั้งในทวีปเอเชียและทวีปยุโรป มีเทือกเขาอูราลเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างทั้งสองทวีป พื้นที่ 2 ใน 3 ของรัสเซียอยู่ในทวีปเอเชีย และมีพรมแดนติดกับประเทศอาเซอร์ไบจาน เบลารุส จีน เอสโตเนีย ฟินแลนด์ คาซัคสถาน เกาหลีเหนือ ลัตเวีย ลิทัวเนีย มองโกเลีย นอร์เวย์ โปแลนด์ และยูเครน และมีพื้นที่ติดกับมหาสมุทรอาร์กติกและมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ พรมแดนจรดกับประเทศนอร์เวย์และฟินแลนด์ มีพรมแดน ดังนี้

  • ชายฝั่งสั้น ๆ บนทะเลบอลติกจากฟินแลนด์ถึงเอสโตเนีย
  • พรมแดนจรดประเทศเอสโตเนีย ลัตเวีย เบลารุส และยูเครน
  • ชายฝั่งทะเลดำ จากประเทศยูเครนถึงจอร์เจีย
  • พรมแดนจรดประเทศจอร์เจียและอาเซอร์ไบจาน
  • ชายฝั่งทะเลแคสเปียน จากประเทศอาเซอร์ไบจานถึงคาซัคสถาน
  • พรมแดนจรดประเทศคาซัคสถาน จีน มองโกเลีย จีน (อีกครั้งหนึ่ง) และเกาหลีเหนือ
  • ชายฝั่งทะเลที่มีความยาวมาก ซึ่งทำให้รัสเซียสามารถติดต่อกับชาติทีอยู๋ริมทะเลทั่วโลกได้ โดยชายฝั่งทะเลทางด้านนี้ ได้แก่
    • จากมหาสมุทรแปซิฟิกซีกเหนือ ประกอบด้วย
      • ทะเลญี่ปุ่น (ทางชายฝั่งตะวันตกของเกาะซาฮาลิน)
      • ทะเลโอคอตสก์ (ทางชายฝั่งตะวันออกของเกาะซาคาลินและชายฝั่งของหมู่เกาะคูริล)
      • ทะเลแบริง
    • จรดช่องแคบแบริง ซึ่งแบ่งรัสเซียออกจากรัฐอะแลสกาของสหรัฐอเมริกาเพียงไม่กี่ไมล์
    • ทางชายฝั่งมหาสมุทรอาร์กติก ได้แก่
      • ทะเลชุคชี (ทางชายฝั่งใต้และตะวันออกของหมู่เกาะแรงเกล)
      • ทะเลไซบีเรียตะวันออก (ทางชายฝั่งของหมู่เกาะนิวไซบีเรีย)
      • ทะเลแลปทิฟ
      • ทะเลคารา (ทางชายฝั่งตะวันออกของหมู่เกาะโนวายาเซมเลีย)
      • ทะเลแบเร็นตส์ (ทางชายฝั่งใต้ของกลุ่มเกาะฟรานซ์โจเซฟแลนด์ เมืองท่ามูร์มันสค์ และทะเลขาว

ดินแดนของรัสเซียที่ไม่ติดต่อกับแผ่นดินหลัก คือ แคว้นคาลินินกราด

  • มีพรมแดนร่วมกับ
    o ประเทศโปแลนด์ ทางทิศใต้
    o ประเทศลิทัวเนีย ทางทิศเหนือและตะวันออก
  • และมีชายฝั่งจรดทะเลบอลติกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
  • พื้นที่ทั้งหมด 17,075,400 ตารางกิโลเมตร
    • ด้านตะวันออก-ตะวันตก 9,000 กิโลเมตร
    • จากด้านเหนือ-ใต้มีระยะทาง 4,000 กิโลเมตร
  • ชายแดนยาวรวมกัน 28,000 กิโลเมตร
  • ชายฝั่งทะเลยาวรวมกัน 38,807.5 กิโลเมตร

ระดับอุณหภูมิจะแตกต่างตามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ อุณหภูมิโดยเฉลี่ยทั้งปีของรัสเซียฝั่งยุโรป ต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส และเนื่องจากประเทศรัสเซียเป็นประเทศที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ ครอบคลุมหลายเขตภูมิอากาศ จึงทำให้มีความหลากหลายของสภาพธรรมชาติและระบบชีววิทยา พื้นที่ส่วนใหญ่ของรัสเซียปกคลุมด้วยหิมะประมาณ 5 เดือนในหนึ่งปี ประกอบด้วย 4 ฤดูกาล คือ ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง

ยุคเริ่มแรก

ชาวสลาฟตะวันออกเป็นชนชาติแรกที่เข้ามาตั้งถื่นฐานในรัสเซียบริเวณแม่น้ำนีเปอร์และแม่น้ำวอลกาทางตอนใต้ของประเทศ ส่วนทางตอนเหนือชนชาติสแกนดิเนเวียและไวกิ้งที่รู้จักกันในนามวารันเจียน ได้ตั้งถิ่นฐานบริเวณแม่น้ำเนวา และทะเลสาบลาโดกา ทำการติดต่อค้าขายกับชาวสลาฟ แต่แล้วในปี ค.ศ. 880 กษัตริย์แห่งวาแรนเจียนนามรูลิค ก็เข้ามายึดเมืองเคียฟของชาวสลาฟและตั้งเคียฟเป็นเมืองหลวง โดยผนวกดินแดนทางเหนือกับใต้เข้าด้วยกันแล้วขนานนามว่า เคียฟรุส (Kievan Rus’) และสถาปนาราชวงศ์รูริคขึ้น

ในปี ค.ศ. 978 เจ้าชายวลาดีมีร์ โมโนมัค ขึ้นครองราชย์และทรงนำศาสนาคริสต์นิกายออร์ทอดอกซ์แห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์เข้าสู่รัสเซีย ซึ่งต่อมามีบทบาทและอิทธิพลอย่างสูงต่อศิลปะ สถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมของประเทศ ในช่วงศตวรรษที่ 11 เคียฟเป็นนครหลวง ศูนย์รวมของอำนาจกษัตริย์และเป็นศูนย์กลางของคริสตจักรออร์ทอดอกซ์ ในขณะที่เมืองอื่น ๆ ก็มีประชากรก่อตั้งขึ้นมาเช่นกัน จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้กล่าวอ้างถึงมอสโกครั้งแรกในปี ค.ศ. 1147 ว่าเจ้าชายยูริ ดอลโกรูกี มกุฎราชกุมารแห่งนครเคียฟ มีรับสั่งให้สร้างป้อมปราการไม้หรือ “เครมลิน” (Kremlin) ขึ้นที่เนินเขาโบโรวิตสกายา ริมแม่น้ำมอสควา และตั้งชื่อเมืองว่า “มอสโก” (Moscow)

อาณาจักรมัสโควี

ต่อมาในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 กองทัพมองโกลนำโดยบาตูข่านเข้ารุกรานรัสเซียและยึดเมืองเคียฟได้สำเร็จ หลังจากนั้นรัสเซียก็ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก โดยถูกควบคุมทางการเมือง การปกครอง และยังต้องจ่ายภาษีให้กับชาวมองโกล กษัตริย์และพระราชาคณะจึงย้ายศูนย์กลางอำนาจขึ้นมาทางตอนเหนือ

ในปี 1328 พระเจ้าอีวานที่ 1 ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ พระองค์ทรงมีฉายาว่าอีวานถุงเงิน เนื่องจากทรงเก็บส่วยและเครื่องบรรณาการเพื่อส่งให้แก่ชาวมองโกล และในยุคนี้เองที่กษัตริย์ได้ย้ายที่ประทับมาที่มอสโก ต่อมาในยุคของพระเจ้าอีวานที่ 2 (ค.ศ. 1353-1359) ชาวมองโกลเริ่มเสื่อมอำนาจ เจ้าชายดมิตรี โอรสแห่งพระเจ้าอีวานที่ 2 ทรงขับไล่มองโกลได้สำเร็จในการรบที่คูลีโคโวบนฝั่งแม่น้ำดอน ต่อมาในปี 1380 พระองค์ทรงได้รับการสถาปนาเป็น ดมีตรี ดอนสกอย (ดมีตรีแห่งแม่น้ำดอน) ได้รวมเมืองวลาดิมีร์และซุลดัล อันเป็นเมืองสำคัญของอาณาจักรมัสโควี และยังได้บูรณะเครมลินเป็นกำแพงหินขาวแทนไม้โอ๊ก มอสโกจึงมีอีกชื่อเรียกว่า เมืองกำแพงหินขาว ในยุคนั้น แต่เพียงไม่นานพวกตาตาร์ก็กลับมาทำลายเครมลินจนพินาศ รัสเซียต้องเป็นเมืองขึ้นของตาตาร์อีกครั้งหนึ่งในปี 1382

จนเข้าสู่สมัยของพระเจ้าอีวานที่ 3 หรือพระเจ้าอีวานมหาราช (ค.ศ. 1462-1505) พระองค์ทรงอภิเษกกับหลานสาวของจักรพรรดิองค์ก่อนแห่งไบแซนไทน์ในปี 1472 และรับอินทรีสองเศียรเป็นสัญลักษณ์ของรัสเซีย ในยุคของพระองค์ได้รวบรวมดินแดนให้กลับเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง ในปี ค.ศ. 1480 ทรงขับไล่กองกำลังตาตาร์ออกจากรัสเซียจนหมดสิ้น ปิดฉากสองศตวรรษภายใต้การปกครองของมองโกล ทรงบูรณะเครมลินให้เป็นหอคอยสูงและโบสถ์งดงามไว้ภายในเครมลิน นับเป็นยุคแห่งความรุ่งเรืองของรัสเซีย

ปี 1574 พระเจ้าอีวานที่ 4 (1533-1584) หลานของพระเจ้าอีวานมหาราช ได้รับการสถาปนาเป็นพระเจ้าซาร์องค์แรก (ซาร์ มาจากคำว่า ซีซาร์ ผู้ครองอำนาจแห่งจักรวรรดิโรมันและไบแซนไทน์)  พระองค์ทรงปกครองอาณาจักรด้วยความเหี้ยมโหด ปราศจากความเมตตา ว่ากันว่ามีรับสั่งให้ควักลูกตาสถาปนิกผู้ออกแบบสร้างมหาวิหารเซนต์บาซิล เพื่อมิให้สร้างสิ่งก่อสร้างที่งดงามเช่นนี้ได้ที่ใดอีก ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงถูกขนานนามว่า อีวานผู้โหดเหี้ยม ต่อมาเมื่อหมดยุคของพระองค์ในปี ค.ศ. 1584 มอสโกก็ประสบปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง มีการแย่งชิงราชบัลลังก์ระหว่างราชวงศ์รูริค และโรมานอฟ ในที่สุดสมัชชาแห่งชาติและพระราชาคณะแห่งคริสตจักรออร์ทอดอกซ์ก็มีมติเลือก มีฮาอิล โรมานอฟ ขึ้นเป็นซาร์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์โรมานอฟ

จักรวรรดิรัสเซีย

ค.ศ. 1613-1917 พระเจ้าปีเตอร์ที่ 1 มหาราช (ค.ศ. 1682-1725) ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์รัสเซีย พระองค์ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่พระชนมายุ 10 ชันษา พร้อมกับพระเจ้าอีวานที่ 5 (เป็นกษัตริย์บัลลังก์คู่) จนในปี 1696 เมื่อพระเจ้าอีวานที่ 5 สิ้นพระชนม์ พระเจ้าปีเตอร์ที่ 1 มหาราช จึงมีพระราชอำนาจโดยแท้จริง ในยุคของพระองค์ทรงขยายอาณาเขตรัสเซียออกไปทางตะวันออกถึงวลาดีวอสตอค และทรงใช้นโยบายสู้ตะวันตก ทรงนำรัสเซียเข้าสู่ยุคใหม่ โดยในปี ค.ศ. 1712 ทรงย้ายเมืองหลวงจากมอสโกมาที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก และเป็นครั้งแรกที่มีการจัดตั้งกองทหารราชนาวีขึ้นในรัสเซีย ทั้งยังทรงนำช่างฝีมือจากฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ มาสร้างวิหารและพระราชวังที่งดงามอีกมากมาย และทรงนำพาจักรวรรดิรัสเซียให้เป็นที่รู้จักเกรียงไกรในสังคมโลก ถัดจากพระเจ้าปีเตอร์มหาราชยังมีซาร์และซารีนาอีกหลายพระองค์ที่สืบราชบัลลังก์ ทว่าผู้ที่สร้างความเจริญเฟื่องฟูให้กับรัสเซียสูงสุด ได้แก่ พระนางเจ้าแคทเธอรีนที่ 2 (ค.ศ. 1762-1796) พระนางได้รับการยกย่องให้เป็นราชินี ด้วยทรงเชี่ยวชาญด้านการปกครองอย่างมาก กระนั้นพระนางก็มีชื่อเสียงด้านลบด้วยพระนางมีคู่เสน่หามากมาย

ผู้สืบราชวงศ์องค์ต่อมาคือ พระเจ้าพอลที่ 1 (ค.ศ. 1796-1801) พระราชโอรสของพระนางเจ้าแคทเทอรีน ทรงครองราชย์อยู่เพียงระยะสั้น จากนั้นพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 (1801- 1825) พระราชโอรสสืบพระราชบัลลังก์ต่อ ในปี 1812 ทรงทำศึกชนะจักรพรรดินโปเลียนแห่งฝรั่งเศส แต่แล้วในช่วงปลายรัชกาล เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบบรัฐสภา ปี 1825 เกิดกบฏต่อต้านราชวงศ์ขึ้นในเดือนธันวาคม เรียก กบฏธันวาคม (Decembrist Movement) แต่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 1 (ค.ศ. 1825-1855) ก็ทรงปราบกลุ่มผู้ต่อต้านไว้ได้ พอมาในสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 2 (ค.ศ. 1855-1881) พระองค์ทรงมีฉายาว่า Tzar Liberator (ซาร์ผู้ปลดปล่อย) เนื่องจากพระองค์ทรงปลดปล่อยทาสติดที่ดิน (Serf) หลายล้านคนให้พ้นจากการเป็นทาส แต่พระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในปี 1881 ทิ้งไว้เพียงอนุสรณ์สถานที่สร้างอุทิศแด่พระองค์ ณ จุดที่ถูกลอบปลงพระชนม์ ซาร์องค์ต่อมาคือ อเล็กซานเดอร์ที่ 3 (ค.ศ. 1881-1894) จนถึงซาร์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์โรมานอฟ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 (1894-1917) ความเหลื่อมล้ำกันทางชนชั้น และความยากจน ก่อให้เกิดการปฏิวัติเป็นครั้งแรกโดยกรรมการชาวนาในวันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1905  ซึ่งมีผู้ถูกยิงเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก เรียกเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า วันอาทิตย์เลือด Bloody Sunday และสุดท้ายคือการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 กระนั้นชนวนที่ทำให้ราชวงศ์โรมานอฟและระบอบซาร์ถึงกาลอวสานก็มีปัจจัยอื่นเช่นกัน

สมัยสหภาพโซเวียต

การตัดสินใจเขาร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ของซาร์นิโคลัสที่ 2 นั้นนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ทั้งชีวิตของทหารและชาวรัสเซียนับล้านที่เมื่อรัสเซียเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ การจลาจลเกิดขึ้นทั่วเมือง ในที่สุดปี 1917 จึงเกิดการปฏิวัติล้มล้างระบบซาร์ พระเจ้านิโคลัสที่ 2 สละราชสมบัติ มีการจัดตั้งคณะรัฐบาลเฉพาะกิจเคอเรนสกีขึ้นบริหารประเทศ แต่พรรคบอลเชวิค (Bolshevik) นำโดยวลาดีมีร์ เลนินก็ทำการปฏิวัติยึดอำนาจการบริหารประเทศไว้ได้ โดยการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ พร้อมทั้งประกาศให้ประเทศเป็น สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (Union of Soviet Socialist Repubilcs หรือ USSR)

ปี ค.ศ. 1918 ย้ายเมืองหลวงและฐานอำนาจกลับสู่มอสโก กระนั้นก็ยังมีผู้ไม่พอใจกับสภาพแร้นแค้น การขาดสิทธิเสรีภาพ จึงทำให้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นหลายต่อหลายครั้ง เลนินถึงแก่อสัญกรรมในปี 1924 โจเซฟ สตาลิน (1924-1953) ขึ้นบริหารประเทศแทนด้วยความเผด็จการ และกวาดล้างทุกคนผู้ที่มีความคิดต่อต้าน เขาเปิดการพัฒนาประเทศสู่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ จนเทียบเคียงสหรัฐอเมริกา แต่ปัญหาความอดอยาก ที่เรื้อรังมานานก็ยากเกินเยียวยา และยิ่งเลวร้ายเมื่อฮิตเลอร์สั่งล้อมมอสโกไว้ โดยเฉพาะที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กถูกปิดล้อมไว้นานถึง 900 วันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ชาวรัสเซียเรียกสงครามครั้งนั้นว่า มหาสงครามของผู้รักชาติ (The Great Patriotic War) กระนั้นสตาลินก็มีบทบาทในการพิชิตนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1941-1945) นี้ไว้ได้

ปี ค.ศ. 1955 นีกีตา ครุชชอฟ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำโดยมีแนวคิดในการบริหารประเทศที่เน้นการอยู่ร่วมกัน มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของประชาชนผ่อนคลายความเข้มงวดให้น้อยกว่าสมัยสตาลิน รวมถึงเปิดเครมลินเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนได้เข้าชมอีกด้วย ปี 1964 ครุชชอฟลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคแทน เบรจเนฟแผ่อิทธิพลไปถึงจีน คิวบา และอัฟกานิสถาน เพิ่มความเครียดไปทั่วโลก เขาจึงนำนโยบายต่างประเทศที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในชื่อ การผ่อนคลายความตึงเครียด มาใช้โดยปี1980 มอสโกได้เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 22

ปี ค.ศ. 1985 มิฮาอิล กอร์บาชอฟขึ้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมิวนิสต์ เขาเป็นผู้นำการปฏิรูปโครงสร้างการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่เรียกว่า เปเรสตรอยคา (Perestroyka) โดยนำพาประเทศเข้าสู่ระบบทุนนิยม มีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และพัฒนาฝีมือแรงงานรวมถึงเสนอนโยบายเปิดกว้างกลัสนอสต์ (Glasnost) คือให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณชน มีการติดต่อด้านการค้ากับตะวันตก รวมถึงถอนกำลังออกจากยุโรปตะวันออกและอัฟกานิสถานและยังได้เข้าร่วมกับองค์การนาโต หรือองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ในปี ค.ศ. 1990 กอร์บาชอฟได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ รวมถึงได้รับยกย่องจากนิตยสารไทม์เป็นบุรุษแห่งทศวรรษ (Man of the Decade) กระนั้นปัญหาขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค และความล้าหลังทางการผลิตที่สั่งสมมานานก็ทำให้นโยบายเปเรสตรอยกาล้มเหลว ความนิยมในกอร์บาชอฟเริ่มตกลง ต่อมาเกิดรัฐประหารขึ้นในเดือนสิงหาคม 1991 โดยกลุ่มคอมมิวนิสต์หัวเก่าที่ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงสู่ตลาดเสรี แต่บอริส เยลต์ซิน ก็สามารถกู้สถานการณ์เอาไว้ได้ กอร์บาชอฟจึงสิ้นคะแนนนิยมอย่างแท้จริง เขาประกาศลาออกจากตำแหน่ง รวมถึงประกาศยกเลิกพรรคคอมมิวนิสต์ต่อหน้ามหาชน พร้อมด้วยการก้าวขึ้นเป็นผู้นำของเยลต์ชิน สหภาพโซเวียตจึงล่มสลาย สาธารณรัฐต่างๆ ทั้ง 15 สาธารณรัฐแยกตัวเป็นอิสระ รวมทั้งสาธารณรัฐรัสเซีย (Russian SFSR) ภายใต้ชื่อใหม่ว่า สหพันธรัฐรัสเซีย

สหพันธรัฐรัสเซีย

บอริส เยลต์ซินได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีรัสเซียเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2534 ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงครั้งแรกในประวัติศาสตร์รัสเซีย ระหว่างและหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ได้มีการปฏิรูปอย่างกว้างขวาง รวมทั้งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนการเปิดเสรีตลาดและการค้า และยังมีการเปลี่ยนแปลงลึกซึ้งตามแนวทาง “ช็อกบำบัด” (shock therapy) ดังที่สหรัฐอเมริกาและกองทุนการเงินระหว่างประเทศแนะนำ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งใหญ่ ซึ่งรัสเซียมีจีดีพีและปริมาณการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงถึง 50% ระหว่าง พ.ศ. 2533-2538

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ได้โอนการควบคุมวิสาหกิจจากหน่วยงานของรัฐไปเป็นของปัจเจกบุคคลซึ่งมีความเชื่อมโยงภายในในระบบรัฐบาล นักธุรกิจที่ร่ำรวยขึ้นมาใหม่หลายคนได้นำเงินสดและสินทรัพย์นับพัน ๆ ล้านออกนอกประเทศในการโยกย้ายทุนขนานใหญ่ ภาวะตกต่ำของรัฐและเศรษฐกิจนำไปสู่การล่มสลายของบริการสังคม อัตราการเกิดตกฮวบ ขณะที่อัตราการตายพุ่งทะยาน ประชาชนหลายล้านคนอยู่ในภาวะยาจน จากระดับความยากจน 1.5% ในปลายยุคโซเวียต เป็น 39-49% ราวกลาง พ.ศ. 2536 คริสต์ทศวรรษ 1990 ได้เกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวงและความไม่มีกฎหมายสุดขีด การเพิ่มขึ้นของแก๊งอาชญากรและอาชญากรรมรุนแรง

คริสต์ทศวรรษ 1990 รัสเซียได้เผชิญกับความขัดแย้งด้วยอาวุธในคอเคซัสเหนือ ทั้งการสู้รบประรายด้านชาติพันธุ์ท้องถิ่นและการก่อการกบฏของกลุ่มอิสลามแบ่งแยกดินแดน นับตั้งแต่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนเชเชนได้ประกาศเอราชในต้นคริสต์ทศวรรษ 1990 ก็ได้เกิดสงครามกองโจรขึ้นเป็นระยะ ๆ ระหว่างกลุ่มกบฏกับกองทัพรัสเซีย กลุ่มแบ่งแยกดินแดนได้โจมตีก่อการร้ายต่อพลเรือน ที่มีชื่อเสีงที่สุด คือ วิกฤตการณ์ตัวประกันโรงละครมอสโก และการล้อมโรงเรียนเบสลัน ซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยศพและเรียกความสนใจจากทั่วโลก

รัสเซียยอมรับความรับผิดชอบในการจัดการหนี้สินภายนอกของสหภาพโซเวียต แม้ประชากรรัสเซียจะมีเพียงครึ่งหนึ่งของประชากรสหภาพโซเวียตเมื่อสหภาพล่มสลายไปนั้น การขาดดุลงบประมาณอย่างสูงเป็นเหตุของวิกฤตการณ์การเงินรัสเซีย พ.ศ. 2541 และยิ่งทำให้จีดีพีลดลงไปอีก

วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2542 ประธานาธิบดีเยลต์ซินลาออก ส่งมอบตำแหน่งต่อให้กับนายกรัฐมนตรีที่เพิ่งแต่งตั้งใหม่ วลาดีมีร์ ปูติน ผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี พ.ศ. 2543 ปูตินปราบปรามการก่อกบฏเชเชน แม้ความรุนแรงเป็นพัก ๆ ยังเกิดขึ้นทั่วคอเคซัสเหนือ ราคาน้ำมันที่สูงและเงินตราที่เดิมอ่อนค่าเกิดขึ้นหลังอุปสงค์ภายในที่เพิ่มขึ้น การบริโภคและการลงทุนได้ช่วยทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นเก้าปีติดต่อกัน ซึ่งได้พัฒนาคุณภาพชีวิตและเพิ่มอิทธิพลของรัสเซียในเวทีโลก แม้การปฏิรูปหลายอย่างที่ปูตินดำเนินการระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีโดยทั่วไปมักถูกชาติตะวันตกวิจารณ์ว่าไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ความเป็นผู้นำของปูตินเหนือการฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย เสถียรภาพและความก้าวหน้าได้ทำให้เขาเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในรัสเซีย

วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2551 ดมิทรี เมดเวเดฟได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีรัสเซีย ขณะที่ปูตินเป็นนายกรัฐมนตรี ปูตินกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้งหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี พ.ศ. 2555 และเมดเวเดฟได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

ในห้วงวิกฤตการณ์ไครเมีย พ.ศ. 2557 รัสเซียได้ผนวกสาธารณรัฐไครเมีย ซึ่งเกิดจากการรวมกันของสาธารณรัฐปกครองตนเองไครเมียและนครเซวัสโตปอลตามการลงประชามติ

ระบอบและเขตปกครองรัฐ

เป็นแบบสหพันธรัฐ โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาล และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันเริ่มใช้เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1993

ประธานาธิบดีมีอำนาจในการควบคุมบริหารประเทศอย่างสมบูรณ์ ได้มาจากการเลือกตั้ง ตามสิทธิอยู่ในตำแหน่งวาระละ 4 ปี และดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน (ด้วยเหตุนี้ อดีตประธานาธิบดีจึงไม่สามารถลงรับสมัครเลือกตั้งในปี 2551 นี้ได้)

การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2551 ผลการเลือกตั้ง ผู้ชนะคือ นายดมิตรี เมดเวเดฟ ผู้รับสมัครจากพรรค United Russia

การแบ่งส่วนการปกครอง

ประมุข ประธานาธิบดี มีอำนาจในการบริหารประเทศอย่างสมบูรณ์ (มาจากการเลือกตั้ง อยู่ในตำแหน่งวาระละ 4 ปี และอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระติดกัน ทั้งนี้ การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดมีขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2551
ฝ่ายบริหาร หัวหน้าฝ่ายบริหารคือ นายกรัฐมนตรี และปัจจุบัน คณะรัฐมนตรีประกอบด้วยรัฐมนตรีทั้งสิ้น 27 คน (รวมนายกรัฐมนตรี) และทั้งหมดแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี
ฝ่ายนิติบัญญัติ รัฐสภาประกอบด้วย 2 สภา คือ สภาสูงหรือสภาสหพันธรัฐ (Federation Council) ซึ่งมีสมาชิกจำนวน 166 คน จากเขตการปกครอง 83 เขต (รวมทั้งเขตกรุงมอสโก และนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) เขตละ 2 คน และสภาผู้แทนราษฎร หรือสภาดูมา ซึ่งมีผู้แทนจำนวน 450 คน (ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน รัฐสภารัสเซียมีบทบาทและอำนาจค่อนข้างน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับอำนาจของประธานาธิบดี และสมาชิกรัฐสภาจะอยู่ในตำแหน่งวาระละ 4 ปี ทั้งนี้ การเลือกตั้งสภาดูมาเพิ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2550)
ฝ่ายตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา ศาลสูงแห่งอนุญาโตตุลาการ และ สำนักงานอัยการสูงสุด
ระบบพรรคการเมือง เป็นระบบหลายพรรค ปัจจุบันพรรคการเมืองที่สำคัญ ได้แก่ พรรค United Russia พรรคคอมมิวนิสต์ พรรค Liberal Democratic Party of Russia (LDPR) พรรค Just Russia

ผู้นำสำคัญทางการเมือง

ประธานาธิบดี:
นายดมิตรี เมดเวเดฟ (Dmitriy Medvedev) (เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2551)

นายกรัฐมนตรี:
นายวลาดิมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) (ได้รับแต่งตั้ง เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2551)

รองนายกรัฐมนตรีคนที่หนึ่ง (ได้รับแต่งตั้ง เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2551)
นายวิคเตอร์ ซุบคอฟ (Viktor Zubkov)
นายอีกอร์ ชูวาลอฟ (Igor Shuvalov)

รองนายกรัฐมนตรี (ได้รับแต่งตั้ง เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2551)
นายเซอร์เก โซเบียนิน (Sergei Sobyanin) ควบตำแหน่งหัวหน้าสำนักรัฐมนตรีด้วย
นายอเล็กซานเดอร์ ชูคอฟ (Alexander Zhukov)
นายอีกอร์ เซชิน (Igor Sechin)
นายเซอร์เก อิวานอฟ (Sergei Ivanov)
นายอเล็กเซ คูดริน (Alexei Kudrin) ควบตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ด้วย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ได้รับแต่งตั้ง เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2551)
นายเซอร์เก ลาฟรอฟ (Sergei Lavrov)

เขตปกครองรัฐ

ประเทศรัสเซียแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 7 เขตสหพันธ์ (federal districts) แต่ละเขตสหพันธ์แบ่งย่อยลงไปอีกเป็น

  1. สาธารณรัฐ (Republics – respubliki)
  2. ดินแดน (Territories – kraya)
  3. แคว้น (Provinces – oblasti)
  4. นครสหพันธ์ (Federal cities – federalnyye goroda)
  5. แคว้นปกครองตนเอง (Autonomous oblast – avtonomnaya oblast)
  6. เขตปกครองตนเอง (Autonomous districts – avtonomnyye okruga)
  7. ทั้งสหพันธรัฐ ประกอบด้วยหน่วยการปกครองรวมทั้งหมด 83 หน่วย แบ่งเป็น 21 สาธารณรัฐ (Republic) 9 เขตการปกครอง (Krai) 46 มณฑล (Oblast) 2 นคร (Federal cities) ได้แก่ กรุงมอสโกและนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กซึ่งมีสถานภาพเดียวกับมณฑล 4 ภาคปกครองตนเอง (Autonomous Okrug) และ 1 มณฑลปกครองตนเอง (Autonomous Oblast)

เขตสหพันธ์

เขตการปกครองไม่ว่าจะเป็นสาธารณรัฐ ดินแดน ฯลฯ ทั้งหมดถูกจัดอยู่ในแต่ละเขตปกครอง ซึ่งมีจำนวน 7 เขตสหพันธ์ (federal districts) แต่ละแห่งบริหารโดยผู้ว่าราชการเขต ซึ่งประธานาธิบดีสหพันธรัฐรัสเซียเป็นผู้แต่งตั้ง ดำรงตำแหน่งผู้แทนประธานาธิบดี

1. เขตสหพันธ์กลาง (Central Federal District)
2. เขตสหพันธ์ใต้ (Southern Federal District)
3. เขตสหพันธ์ตะวันตกเฉียงเหนือ (Northwestern Federal District)
4. เขตสหพันธ์ตะวันออกไกล (Far Eastern Federal District)
5. เขตสหพันธ์ไซบีเรีย (Siberian Federal District)
6. เขตสหพันธ์อูรัลส์ (Urals Federal District)
7. เขตสหพันธ์วอลกา (Volga Federal District)

เขตการปกครองของสหพันธรัฐรัสเซีย

1. สาธารณรัฐอะดีเกยา (Adygeya)
2. สาธารณรัฐบัชคอร์โตสถาน (Bashkortostan)
3. สาธารณรัฐบูเรียตียา (Buryatia)
4. สาธารณรัฐอัลไต (Altai)
5. สาธารณรัฐดาเกสถาน(Dagestan)
6. สาธารณัฐอินกูเชเตีย (Ingushetia)
7. สาธารณรัฐคาบาร์ดีโน-บัลคาเรีย (Kabardino-Balkaria)
8. สาธารณรัฐคัลมืยคียา (Kalmykia)
9. สาธารณรัฐคาราไช-เชียร์เคสส์ (Karachay-Cherkessia)
10. สาธารณรัฐคาเรลียา (Kareliya)
11. สาธาณรัฐโคมิ (Komi)
12. สาธารณรัฐมารีอิ-เอล (Marii-El)
13. สาธารณรัฐมอร์โดเวีย (Mordovia)
14. สาธารณรัฐซาฮา (ยาคูตียา) (Sakha; Yakutia)
15. สาธารณรัฐนอร์ทออสซีเชีย-อาลาเนีย(North Ossetia-Alania)
16. สาธารณรัฐตาตาร์สถาน (Tatarstan)
17. สาธารณรัฐตูวา (Tuva)
18. สาธารณรัฐอุดมูร์ต (Udmurtia)
19. สาธารณรัฐฮาคาซียา(Khakassia)
20. สาธารณรัฐเชชเนีย (Chechnya)
21. สาธารณรัฐชูวัช (Chuvashia)
22. ดินแดนอัลไต (Altai)
23. ดินแดนครัสโนดาร์ (Krasnodar)
24. ดินแดนครัสโนยาสค์ (Krasnoyarsk)
25. ดินแดนปรีมอร์สกี(Primorsky)
26. ดินแดนสตัฟโรปอล (Stavropol)
27. ดินแดนคาบารอฟสค์ (Khabarovsk)
28. แคว้นอามูร์ (Amur)
29. แคว้นอาร์คันเกลสค์ (Arkhangelsk)
30. แคว้นอัสตราคัน (Astrakhan)
31. แคว้นเบลโกรอด (Belgorod)
32. แคว้นบรีอันสค์ (Bryansk)
33. แคว้นวลาดีมีร์ (Vladimir)
34. แคว้นวอลโกกราด (Volgograd)
35. แคว้นโวลอกดา(Vologda)
36. แคว้นโวโรเนช (Voronezh)
37. แคว้นอีวาโนโว (Ivanovo)
38. แคว้นอีคุตคส์ (Irkutsk)
39. แคว้นคาลินินกราด (Kaliningrad)
40. แคว้นคาลูกา (Kaluga)
41. แคว้นเคเมโรโว (Kemerovo)
43. แคว้นคีรอฟ (Kirov)
44. แคว้นโคสโตมา (Kostroma)
45. แคว้นคูร์กัน (Kurgan)
46. แคว้นครุสค์ (Kursk)
47. แคว้นเลนินกราด (Leningrad)
48. แคว้นลีเปตสค์ (Lipetsk)
49. แคว้นมากาดาน (Magadan)
50. แคว้นมอสโก (Moscow)
51. แคว้นมูร์มันสค์ (Murmansk)
52. แคว้นนิจนีนอฟโกรอด (Nizhny Novgorod)
53. แคว้นนอฟโกรอด (Novgorod)
54. แคว้นโนโวซีบีสค์ (Novosibirsk)
55. แคว้นออมสค์ (Omsk)
56. แคว้นโอเรนบุร์ก (Orenburg)
57. แคว้นโอริออล (Oryol)
58. แคว้นเปนซา (Penza)
59. แคว้นปัสคอฟ (Pskov)
60. แคว้นรอสตอฟ (Rostov)
61. แคว้นรีซาน (Ryazan)
62. แคว้นซามารา (Samara)
63. แคว้นซาราตอฟ (Saratov)
64. แคว้นซาคาลิน (Sakhalin)
65. แคว้นสเวียร์ดอฟสค์ (Sverdlovsk)
66. แคว้นสโมเลนสค์ (Smolensk)
67. แคว้นตัมบอฟ (Tambov)
68. แคว้นตเวียร์ (Tver)
69. แคว้นตอมสค์ (Tomsk)
70. แคว้นตูลา (?ula)
71. แคว้นตูย์เมน (Tyumen)
72. แคว้นอูลยานอฟสค์ (Ulyanovsk)
73. แคว้นเชเลียบินสค์ (Chelyabinsk)
74. แคว้นชีตา (Chita)
75. แคว้นยาโรสลัฟล์ (Yaroslavl)
76. นครสหพันธ์มอสโก (Moscow)
77. นครสหพันธ์เซนต์ปีเตอร์เบิร์ก (St. Petersburg)
78. แคว้นปกครองตนเองยิว (เยฟเรสกายา) (Jewish)
79. เขตปกตรองตนเองอะกิน-บูเรียต (Aga Buryatia)
80. เขตปกครองตนเองเนเนสต์ (Nenetsia)
81. เขตปกครองตนเองอุสต์-ออร์ดินสกีบูเรียต (Ust-Orda Buryatia)
82. เขตปกครองตนเองฮันดี-มันซี (Khantia-Mansia)
83. เขตปกครองตนเองซูคอตตา (Chukotka)
84. เขตปกครองตนเองยามาโล-เนเนสต์ (Yamalia)
85. ดินแดนเปียร์ม (Perm)

ข้อแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยว

สาระน่ารู้ก่อนเดินทาง

การเดินทางเข้ามาในรัสเซียก็เช่นเดียวกันกับการเดินทางไปประเทศอื่นๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะมีการเตรียมพร้อมตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง การหาข้อมูลต่างๆ ของประเทศรัสเซียโดยทั่วไป เช่น สภาพอากาศและอุณหภูมิ ที่ตั้งของเมือง และข้อมูลอื่นๆในกรณีฉุกเฉิน ฯลฯ ไว้แต่เนิ่นๆ เผื่อเกิดปัญหาต่างๆ เราจะสามารถเตรียมรับสถานการณ์ได้ทันท่วงที

อย่าลืม…
…เตรียมเอกสารเหล่านี้ก่อนเดินทางไปรัสเซีย
เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน
-สำเนาหนังสือเดินทาง
-บัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนา หรือเอกสารที่ใช้แทนบัตรประชาชน
-สำเนาทะเบียนบ้าน

สิ่งที่ท่านต้องพบ ณ ท่าอากาศยานรัสเซีย

ท่าอากาศยานระหว่างประเทศในกรุงมอสโกมี 3 แห่ง คือ สนามบินเชเรเมิยเทียวา-ดวา (Sheremyetevo -2) สนามบินวนุคโกวา Vnukovo และสนามบินดามาเดดาวา Domodedovo หากเปรียบเทียบกันแล้ว สนามบินเชเรเมียเทียวา Sheremyetevo ระบบการตรวจคนเข้าเมืองและการรับกระเป๋าเดินทางยังมีความล่าช้ากว่าสนามบินดามาเดดาวา Domodedovo รวมทั้งสถานที่อาจคับแคบและไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากนัก

แนะนำ…
ว่าเมื่อเดินทางมาถึงรัสเซียแล้ว ควรปฏิบัติดังนี้
จดที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ของบริษัทและสถานเอกอัครราชทูตฯ
ติดตัวเอาไว้ตลอดเวลาเมื่อเดินทาง
รีจิสเตอร์ หรือลงทะเบียนพำนักของบุคคลต่างด้าว
ภายในสามวันหลังจากที่ท่านเดินทางมาถึง
(ข้อมูลเพิ่มดูได้จากหัวข้อการทำรีจิสเตอร์)
สำเนาหนังสือเดินทาง บัตรประจำตัวประชาชน
สำเนาวีซ่า และรีจิสเตอร์เอาไว้กับตัวอย่างน้อย 1 ชุด
ในกรณีเมื่อเกิดการสูญหายจะได้มีสำเนาเพื่อใช้ในการดำเนินการต่อไป
หมั่นตรวจสอบวีซ่าของตนเองอยู่เสมอ หากวีซ่าขาดอายุ
ท่านอาจจะถูกปรับ จำคุก และ/หรือถูกส่งตัวกลับประเทศไทยได้
ผู้ที่เดินทางมาอยู่ในรัสเซียเป็นเวลานานๆ ควรรายงานตัวไว้ที่สถานเอกอัครราชทูตฯ
และแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพื่อการติดต่อทุกครั้ง
เพื่อที่ทางสถานเอกอัครราชทูตฯ หรือสถานกงสุลจะได้สามารถติดต่อท่านได้
ในยามฉุกเฉินและจัดทำทะเบียนคนไทยเพื่อให้การช่วยเหลือในกรณีต่างๆ

สนามบินหลักของเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

นั้น มี 2 แห่งด้วยกัน ได้แก่ สนามบินปุลโกวา อดีน Pulkovo 1 และสนามบินปุลโกวา ดวา Pulkovo 2 โดยทั่วไป สายการบินภายในประเทศมักใช้บริการสนามบิน ปุลโกวา อดีน Pulkovo 1 แต่ก็มีสายการบินต่างประเทศบางสายลงจอดที่สนามบินนี้เช่นกัน

สนามบินแต่ละแห่ง ทั้งในมอสโก และที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มีระยะทางห่างกันมาก ดังนั้น ก่อนเดินทางควรตรวจสอบตั๋วเครื่องบินและวางแผนการเดินทางไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ให้ตกเครื่อง

เมื่อเดินทางถึงสนามบิน ท่านจะต้อง กรอกใบขอเข้าเมือง (Immigration Card) ทั้ง 2 ส่วน คือ ส่วน A และ ส่วน B ส่วนใหญ่พนักงานบนเครื่องจะแจกก่อนที่เครื่องจะบินลงจอด หากท่านไม่ได้รับ สามารถหยิบเองได้ที่โต๊ะเคาน์เตอร์สำหรับกรอกเอกสาร

เมื่อกรอกเอกสารเรียบร้อยแล้ว เข้าคิวรอที่เคาน์เตอร์ตรวจคนเข้าเมือง เมื่อได้รับการตรวจเอกสารเรียบร้อยแล้ว จะได้รับส่วน “B” ของใบขอเข้าเมืองพร้อมตราประทับผ่านด่านในใบนั้น คืนจากเจ้าหน้าที่

หลังจากผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ท่านสามารถเดินไปรอรับกระเป๋าสัมภาระของท่านได้ที่หมายเลขสายพานที่สายการบินจะประกาศที่หน้าจอเหนือสายพานแต่ละแห่งนั้นเอง

เมื่อท่านได้หยิบสัมภาระของตนเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากว่าท่านมีสิ่งของที่ต้องสำแดง จะต้องกรอกใบสำแดงสิ่งของ (ในบางครั้งบางสนามบินบังคับให้กรอกแม้ว่าไม่มีสิ่งของต้องสำแดงก็ตาม) หากท่านมีสิ่งของต้องสำแดงท่านจะต้องแสดงให้กับเจ้าหน้าที่ได้ทราบโดยท่านจะต้องผ่านด่านช่องสีแดง หากท่านไม่มีสิ่งที่ต้องสำแดง ท่านจึงสามารถเดินออกผ่านช่องสีเขียวได้

เพื่อเป็นประโยชน์กับตัวท่านเอง เมื่อท่านเดินทางมาถึงรัสเซียแล้ว ควรรายงานตัวต่อสถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลใหญ่ (โปรดดูภาคผนวก) เพื่อที่สถานเอกอัครราชทูตฯ จะได้ติดต่อแจ้งข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ อาทิ การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ฯลฯ กรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ขึ้น ตลอดจนการอำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือในกรณีทั่วไป นอกจากนี้ควรติดต่อกับชุมชนชาวไทยในพื้นที่ที่ท่านพำนักอยู่ด้วยเพื่อจะได้ทราบข่าวคราวความเคลื่อนไหวต่างๆ ของทางสถานเอกอัครราชทูตฯ ในกรณีที่การติดต่อไม่ทั่วถึง

เมื่อใดก็ตามที่ท่านเดินทางมาถึงรัสเซียแล้ว ไม่ว่าจะมาด้วยจุดประสงค์ของการท่องเที่ยว ทำงาน หรือเรียนและรู้สึกว่าเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น หรือถูกหลอกลวง ทางสถานเอกอัครราชทูตฯ ยินดีให้คำปรึกษาและหาแนวทางในการแก้ไข โดยท่านสามารถติดต่อมายังสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ในวันและเวลาราชการ

Immigration Card คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร?

เมื่อเดินทางมาถึงประเทศรัสเซีย การผ่านข้ามพรมแดนเข้ามาไม่ว่าจะจากประเทศไทยโดยตรง หรือผ่านจากประเทศอื่นนั้น ต้องมีเอกสารสำคัญคือ เป็นหลักฐานยืนยันว่า ชาวต่างชาติผู้นั้นข้ามพรมแดนเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายสหพันธรัฐรัสเซียมาตราที่ 30 ข้อที่ 3 ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2002 ฉบับที่ 115-fz ได้กล่าวถึงสถานะของชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศรัสเซีย โดยระบุว่า “ชาวต่างชาติที่เข้ามาในรัสเซียจะต้องกรอกใบขอเข้าเมือง พร้อมแนบเอกสารอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นถึงข้อมูลส่วนบุคคลของชาวต่างชาติผู้นั้น เพื่อแสดงเอกสารดังกล่าวให้กับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เพื่อขอผ่านชายแดนเข้าประเทศ ในระหว่างที่เดินทางออกนอกประเทศชาวต่างชาติผู้นั้นจะต้องคืนใบขอเข้าเมืองให้กับเจ้าหน้าที่ ณ ด่านตรวจคนเดินทางออกนอกประเทศ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมีหน้าที่ประทับตราสัญลักษณ์ ที่แสดงให้เห็นถึงการเข้ามาในประเทศรัสเซีย และประทับตราการเดินทางออกนอกประเทศรัสเซียของบุคคลผู้นั้น”

ใบกรอกขอเข้าเมือง เป็นเอกสารที่แสดงให้เห็นถึงการเดินทางเข้ามาในอาณาจักรรัสเซียเป็นระยะเวลาชั่วคราวของชาวต่างชาติ ลักษณะของใบขอเข้าเมืองจะมี 2 ส่วน มีขนาด 85×125 ม.ม. ตัวหนังสือเขียนเป็นภาษาอังกฤษและรัสเซีย การกรอก ต้องกรอกตัวหนังสือให้ชัดเจน ใบกรอกขอเข้าเมืองนั้นจะได้รับก่อนที่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเสมอ และถือเป็นเอกสารสำคัญที่บุคคลต่างชาติขาดมิได้

ตัวอย่าง ใบขอเข้าเมือง

ชาวต่างชาติที่ขอเข้าเมืองจะต้องกรอกใบขอเข้าเมืองทั้งส่วน A และส่วน B โดยปราศจากการขีดฆ่าหรือแก้ไขใดๆ ทั้งสิ้น ใบขอเข้าเมืองส่วน A เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะเป็นผู้เก็บไว้ และคืนส่วน B ให้กับผู้เดินทาง และผู้เดินทางเข้าประเทศรัสเซียจะต้องเก็บใบขอเข้าเมืองไว้กับตัวตราบเท่าที่ยังอาศัยอยู่ในรัสเซีย และจะต้องคืนให้กับเจ้าหน้าที่ ณ ด่านตรวจคนเดินทางผ่านแดน เมื่อเดินทางออกนอกประเทศรัสเซีย

 

อย่าลืม…
…เก็บใบขอเข้าเมืองไว้ให้ดี เนื่องจากจะต้องคืนเมื่อผ่านด่านตรวจออกจากประเทศรัสเซีย
เพราะหากไม่มีจะถูกเอาผิดทางกฎหมายได้ หากเป็นไปได้ควรทำสำเนาเก็บไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน

การทำรีจิสเตอร์ (ลงทะเบียนวีซ่า)

กฎหมายน่ารู้…
…ตามประมวลกฎหมายสหพันธรัฐรัสเซีย
มาตราที่ 20 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2006 N109- F3
ว่าด้วยการเข้าประเทศของชาวต่างชาติและผู้ไร้สัญชาติ
ที่เข้ามาในราชอาณาจักรรัสเซียเป็นการชั่วคราว
จะต้องทำการลงทะเบียนวีซ่าของตนเอง
ภายในระยะเวลา 7 วันทำการ นับตั้งแต่วันที่เดินทางมาถึง

 

ทันทีที่ท่านเดินทางมาถึงรัสเซีย ท่านจะต้องดำเนินการลงทะเบียนวีซ่าของตน
ในการทำรีจิสเตอร์หรือลงทะเบียนวีซ่านั้นเป็นการแจ้งที่อยู่ที่แน่นอนให้กับทางฝ่ายทางการของรัสเซียได้ทราบ ที่อยู่ดังกล่าวคือสถานที่ที่ท่านเดินทางมาถึง เช่น โรงแรม บ้านพัก หรือสถานที่อื่น รวมทั้งบ้านพักเพื่อนฝูง หรือบ้านพักที่มีผู้เอื้อเฟื้อให้ท่านอาศัยอยู่ ทั้งนี้ไม่ว่าท่านจะเดินทางเข้ามาในประเทศรัสเซียด้วยวีซ่าประเภทใดก็ตาม จำเป็นที่จะต้องลงทะเบียนวีซ่า โดยปกติแล้วหากพักที่โรงแรม ทางโรงแรมจะเป็นผู้จัดการให้ หากเป็นการเดินทางเข้ามาทำงาน ทางบริษัทควรเป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนวีซ่า แต่อย่างไรก็ตามท่านจะต้องสอบถามกับทางบริษัทเพื่อความแน่ใจว่าได้ดำเนินการดังกล่าวหรือไม่ เพราะหากไม่มีการลงทะเบียนวีซ่าดังกล่าว ถือว่าได้ทำผิดต่อกฎหมายรัสเซีย และเสี่ยงต่อการดำเนินการตามกฎหมาย เช่น ขังคุก และหรือ ปรับ เป็นต้น

ลักษณะของรีจิสเตอร์หรือการลงทะเบียนวีซ่ามี 2 รูปแบบ คือ แสตมป์บนพาสปอร์ต (แบบที่ 1) หรือเอกสารแยกต่างหาก (แบบที่ 2) ดังภาพ หรือในบางกรณี อาจจะปรากฏได้ทั้งสองรูปแบบ

แบบที่ 1 แสตมป์บนพาสปอร์ต


แบบที่ 2 (เอกสารแยก)

อย่าลืม…
…พกใบลงทะเบียนวีซ่าแนบกับพาสปอร์ตไว้ทุกครั้ง เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจมีสิทธิ
ขอตรวจเอกสารของท่านได้ตลอดเวลา หากตำรวจไม่พบเอกสารการลงทะเบียนวีซ่า
ท่านจะเข้าข่ายทำผิดกฎหมาย ถือเป็นการลักลอบเข้าเมือง
และอาจจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายรัสเซีย
หากทำเอกสารการลงทะเบียนวีซ่าหาย ท่านจะต้องดำเนินการแจ้งความเอกสารหาย
และนำใบแจ้งความขอทำเอกสารใหม่กับทางการรัสเซีย

กฎหมายน่ารู้…
…ตามกฎหมายรัสเซีย การทำรีจิสเตอร์ถือว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าบ้าน
ที่จะต้องไปดำเนินการให้ถูกต้องเรียบร้อย เช่น หากคนไทยเดินทางเข้ามาทำงาน
ก็เป็นหน้าที่ของบริษัทผู้จ้างที่จะต้องดำเนินการลงทะเบียนบุคคลต่างด้าว
หรือหากท่านพักที่โรงแรม โรงแรมก็จะต้องดำเนินการให้ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ท่านต้องตรวจสอบ ติดตามสอบถามกับทางบริษัท
ว่าได้ดำเนินการให้ท่านแล้วหรือยัง
หากไม่ดำเนินการแล้วท่านจะอยู่ในประเทศรัสเซียโดยผิดกฎหมาย

พาสปอร์ตและวีซ่า

ความหมายของ พาสปอร์ตและวีซ่า ตามกฎหมาย
พาสปอร์ต คือ หนังสือเดินทาง เป็นเอกสารที่ทางราชการออกให้ พาสปอร์ตบ่งบอกถึงลักษณะส่วนบุคคลของผู้ถือ สัญชาติของผู้ถือ และเป็นเอกสารสำคัญในการเดินทางไปยังประเทศอื่น

วีซ่า คือ เอกสารที่ประเทศใดประเทศหนึ่งได้ออกให้ภายใต้การพิจารณาของประเทศนั้นๆ แต่เพียงผู้เดียว เพื่อเป็นการอนุญาตให้บุคคลต่างด้าวบุคคลหนึ่งสามารถเดินทางเข้าประเทศนั้นได้ ภายใต้ช่วงเวลาและภายใต้ขอบข่ายของจุดประสงค์ที่ได้กำหนดไว้ โดยปกติแล้วจะมีการประทับตราที่พาสปอร์ต บางประเทศอาจเป็นในรูปแบบแผ่นสติ๊กเกอร์ หรืออาจเป็นในรูปแบบของเอกสารที่เป็นใบแยกต่างหาก

บางประเทศอาจมีข้อตกลงเรื่องของการยกเว้นวีซ่า และสามารถเข้าออกได้โดยภายใต้ข้อตกลงที่ทั้งสองประเทศได้กำหนดไว้ เช่น ประเทศไทยและรัสเซีย ซึ่งมีข้อตกลงเรื่องการยกเว้นวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยว โดยสามารถพำนักในประเทศอีกประเทศหนึ่งโดยไม่ต้องมีวีซ่าได้ในระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่เดินทางเข้าประเทศคู่สัญญา นอกจากนี้ยังมีข้อตกลงอื่นๆที่ส่งผลให้ผู้เดินทางไม่จำเป็นต้องขอวีซ่าเพื่อเข้าประเทศก่อน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของพาสปอร์ต ซึ่งมีหลายประเภท ได้แก่ หนังสือเดินทางธรรมดา หนังสือเดินทางข้าราชการ หนังสือเดินทางนักการทูต เป็นต้น ในบางประเทศ หากผู้เดินทางถือพาสปอร์ตนักการทูต ก็สามารถเดินทางเข้าประเทศที่มีข้อตกลงร่วมกันเฉพาะทางการทูต โดยไม่จำเป็นจะต้องขอวีซ่า ในขณะที่ผู้ที่ถือพาสปอร์ตธรรมดาจำเป็นที่จะต้องขอ วีซ่าตามขั้นตอนปกติ เป็นต้น

การที่ประเทศไทยและรัสเซียได้ทำข้อตกลงยกเว้นวีซ่าร่วมกันไว้ ไม่ได้หมายถึงการยกเว้นวีซ่าสำหรับทุกประเภท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการเดินทางนั้นๆ หากท่านเดินทางมารัสเซียเพื่อจุดประสงค์อื่นที่ไม่ใช่เพื่อการท่องเที่ยวแล้ว คนไทยยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องขอวีซ่าเข้าประเทศรัสเซียอยู่ อาทิ การเข้ามาเพื่อจุดประสงค์ทางการศึกษา หรือการทำงาน เป็นต้น

ในการขอวีซ่าเพื่อเข้ามารัสเซียเพื่อจุดประสงค์อื่นๆ นั้น ผู้ขอวีซ่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยื่นหนังสือเชิญจาก องค์กร บริษัท หน่วยงาน หรือบุคคล ประกอบกับเอกสารอื่นๆ ในการขอวีซ่าด้วย ตามรัฐกำหนดแห่งรัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซีย ลำดับที่ 1143 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 1998 อย่างไรก็ตาม ผู้เดินทางควรตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งที่สถานทูตหรือสถานกงสุลรัสเซียก่อนออกเดินทางเพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาในภายหลัง

กฎหมายน่ารู้…
…ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย เลขที่ 114 บทที่ 5 ได้ระบุรายละเอียดว่าด้วยการที่หน่วยงานรัฐสามารถปฏิเสธการออกวีซ่า แก่ชาวต่างชาติได้โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายเหตุผล โดยเฉพาะบทที่ 26 ได้กล่าวถึงลักษณะของการปฎิเสธวีซ่าให้กับชาวต่างชาติ ตัวอย่างเช่น
ข้อ 1) ไม่มีหลักฐานทางการเงินเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าจะสามารถอยู่ในรัสเซียได้ภายในช่วงเวลาของการเดินทางดังกล่าว
ข้อ 2) ทำผิดกฎหมายการข้ามแดนของรัสเซีย เช่น การขนสิ่งเสพติด หรือการพกพาอาวุธ เป็นต้น
ข้อ 3) ให้ข้อมูลผิดหรือบิดเบือนจุดประสงค์ที่แท้จริงที่จะเดินทางมา เช่น การขอวีซ่าเพื่อจุดประสงค์ของการท่องเที่ยวแต่กลับใช้วีซ่านี้เพื่อการเข้ามาทำงาน
ข้อ 4) เคยทำผิดกฎหมายอาญารัสเซียในอดีตมากกว่า 2 ครั้ง เช่น ไม่มีการลงทะเบียนเข้าประเทศ (ทำรีจิสเตอร์) หรือการถูกปรับในกรณีที่ขึ้นรถไฟโดยไม่มีตั๋ว
ข้อ 5) เป็นผู้เสพสารเสพติด หรือเป็นโรคติดต่อ
ในบทที่ 27 ได้กล่าวถึงกรณีที่ จำเป็นจะต้องปฎิเสธการให้วีซ่า เช่น 1) เพื่อความปลอดภัยของรัฐ 2) ผู้ขอวีซ่าได้เคยก่ออาชญากรรมในประเทศรัสเซีย (ภายในระยะเวลา 5 ปีแรกของการเกิดอาชญากรรมนั้น) 3) ผู้ขอวีซ่าเคยถูกเนรเทศออกนอกประเทศรัสเซีย (ภายในระยะเวลา 5 ปี หลังจากการเนรเทศ) 4) ผู้ขอวีซ่าไม่ยินยอมที่จะแสดงเอกสารที่จำเป็นต้องใช้ในการขอวีซ่า 5) ผู้ขอวีซ่าไม่สามารถแสดงหลักฐานทางการเงินที่เพียงพอในการเดินทาง หรือไม่เพียงพอเพื่อการพำนักชั่วคราวในรัสเซีย

ประเภทวีซ่ารัสเซีย

ประเภทของวีซ่ารัสเซียที่ใช้ในปัจจุบัน มี 6 ประเภทหลัก ๆ ด้วยกัน ได้แก่

  1. Tourist Visa
  2. Business Visa
  3. Working Visa
  4. Student Visa
  5. Personal Visa
  6. Transit Visa

ในการขอวีซ่าเพื่อเข้ามารัสเซียนั้น ท่านควรกรอกแบบฟอร์มขอวีซ่าตามจุดประสงค์ของการเดินทางจริง เช่น หากท่านเดินทางมาเพื่อการท่องเที่ยว ก็ควรระบุว่า “Tourism” หากท่านต้องการมาเพื่อติดต่อทางธุรกิจ ก็อาจจะระบุว่า “Business Meetings” หรือ “Seminars” ถ้าหากท่านต้องการวีซ่าประเภท “Personal Visa” ก็ควรกรอกว่า “Visiting Friends”
ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย เลขที่ 114 บทที่ 4 มาตราที่ 26 บัตรเชิญ (Invitation / Visa support) เป็นเอกสารพิเศษที่ออกให้โดยองค์กร บริษัท หรือบุคคล เพื่อเชิญให้บุคคลต่างด้าวเดินทางไปรัสเซีย บัตรเชิญดังกล่าวจะเป็นเอกสารที่ทางสถานเอกอัครราชทูตทูตหรือสถานกงสุลรัสเซียจะใช้พิจารณาในการออก วีซ่า และบัตรเชิญสำหรับวีซ่าในแต่ละประเภทก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน

อย่าลืม…
…ประเทศไทยและรัสเซียมีข้อตกลงร่วมกันในการยกเว้นการตรวจลงตราวีซ่าที่เป็นไปเพื่อจุดประสงค์ของการท่องเที่ยวที่ไม่เกิน 30 วัน ผลของสัญญาทำให้ทั้งคนไทยและรัสเซียสามารถเข้าเดินทางไปเที่ยวในประเทศคู่สัญญาได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าก่อนเดินทาง

วีซ่าท่องเที่ยว Tourist Visa

ออกให้กับผู้ที่ต้องการเดินทางมารัสเซียโดยมีจุดประสงค์เพื่อการท่องเที่ยว จำนวนการเข้า-ออกประเทศของวีซ่าประเภทท่องเที่ยวของรัสเซียนั้นอาจเป็นการเข้าออก 1 ครั้ง หรือ หลายครั้งก็ได้ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้เดินทาง ในการขอวีซ่าประเภทท่องเที่ยวนั้น โดยทั่วไปแล้วผู้ที่ขอวีซ่าจะต้องยื่นบัตรเชิญ ใบจองที่พัก ซึ่งบริษัททัวร์ที่จะออกบัตรเชิญให้ได้นั้นจะต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายและได้จดทะเบียนไว้กับกระทรวงการต่างประเทศ มีรหัสที่ได้รับจากกระทรวงการต่างประเทศ โดยข้อมูลบริษัทเหล่านี้จะต้องปรากฏอยู่ในบัตรเชิญ และเมื่อคุณเดินทางมาถึงรัสเซียแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องทำรีจิสเตอร์ภายใน 3 วันทำการ นับตั้งแต่วันที่เดินทางมาถึง และจะต้องมีรีจิสเตอร์ตลอดช่วงเวลาที่คุณอาศัยอยู่ในรัสเซีย

วีซ่าธุรกิจ Business Visa

วีซ่าสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางมารัสเซียเพื่อจุดประสงค์ทางธุรกิจ เช่น เข้ามาเพื่อต่อรองทางการค้า เจรจาทางธุรกิจ สัมมนา เข้าร่วมประชุม ฯลฯ วีซ่าประเภทนี้จะอนุญาตให้อยู่ในประเทศได้เป็นเวลานาน และอาจมีการอนุญาตให้เข้าออกประเทศได้หลายรอบ (Multiple Entries) ตามดุลพินิจของประเทศนั้นๆ วีซ่าประเภทนี้จะสามารถใช้อยู่ในรัสเซียได้ตั้งแต่ 1 เดือน ถึง 1 ปี และอาจจะเป็นไปได้ทั้งการเข้าออกหนึ่งครั้งและหลายครั้ง

ในการขอวีซ่าประเภท business visa คุณจำเป็นจะต้องใช้บัตรเชิญเช่นกัน แต่ต้องเป็นบัตรเชิญทางธุรกิจ ที่ออกให้โดยบริษัทหรือองค์กรที่อยู่ในรัสเซียโดยองค์กรเหล่านี้จะส่งข้อมูลของผู้ขอวีซ่าให้กับทางกระทรวง มหาดไทย รัสเซีย หรือ Russian Ministry of Internal Affairs กระทรวงมหาดไทยรัสเซียจะทำการพิจารณาเอกสารและจะส่งบัตรเชิญให้กับองค์กร เมื่อองค์กรหรือบริษัทได้รับบัตรเชิญแล้วก็จะทำการติดต่อกับผู้ขอวีซ่าหรือสถานเอกอัครราชทูตรัสเซีย ทั้งนี้ในบางกรณีทางกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียอาจจะส่งบัตรเชิญไปที่สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียโดยตรงเลยก็ได้ ดังนั้นในบางครั้งผู้ขอวีซ่าจึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีบัตรเชิญตัวจริงมาแสดง เพียงแต่ต้องทราบหมายเลขบัตรเชิญ (Telex Number) เมื่อเข้ามาทำการขอวีซ่าที่สถานเอกอัครราชทูตรัสเซีย

ระวัง!!!!!
…หากท่านเข้ามาทำงานอยู่ในประเทศรัสเซียแล้วต้องการเปลี่ยนบริษัท หรือลาออกไปทำงานที่อื่น หรืออาชีพอื่น ทางบริษัทเดิมมีสิทธิที่จะยกเลิกวีซ่าของท่านได้ในทันที ท่านจำเป็นที่จะต้องขอวีซ่าเข้าประเทศใหม่ภายใต้การเชิญของบริษัทที่ท่านต้องการทำงาน หรือให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการอยู่ในประเทศรัสเซียของท่าน

วีซ่าทำงาน Working Visa

วีซ่าประเภทนี้ออกให้สำหรับผู้ที่มีจุดประสงค์เพื่อมาทำงานในประเทศรัสเซีย เพื่อที่จะได้รับวีซ่าประเภทนี้ผู้ขอวีซ่าจำเป็นที่จะต้องได้รับบัตรเชิญจากบริษัทผู้จ้างก่อนที่จะเดินทางไปขอวีซ่าที่สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียได้ บริษัทผู้จ้างจะต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนและเสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมายและได้ลงทะเบียนไว้กับทางการรัสเซียแล้ว ว่ามีสิทธิในการเชิญบุคคลต่างด้าวเข้ามาทำงาน

ระยะเวลาของวีซ่าจะแตกต่างกันไปตามจุดประสงค์ของการเดินทางและลักษณะของวีซ่าอาจเป็นได้ทั้งสำหรับ 1 ครั้ง (Single Entry) สองครั้ง (Double Entry) หรือว่า หลายครั้ง (Multiple Entry)

วีซ่าทำงานที่ได้รับจากสถานเอกอัครราชทูตรัสเซีย ท่านจะได้รับวีซ่าที่มีระยะเวลาไม่เกินสามเดือน ทั้งนี้ก็เพื่อให้บริษัทผู้ขอได้ใช้เวลาดังกล่าวไปดำเนินการจดทะเบียนที่กระทรวงมหาดไทยรัสเซีย เมื่อคนงานของตนเดินทางมาถึง และจัดทำวีซ่าใหม่ ประเภทเข้าออกได้หลายรอบ (multiple entry) ตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา แต่ทั้งนี้ วีซ่าที่ได้รับจะมีอายุเพียง 1 ปี เมื่อครบกำหนดจะต้องทำการต่ออายุ วีซ่า ปีต่อปี

วีซ่านักเรียน Student Visa

วีซ่าประเภทนี้ออกให้สำหรับผู้ที่ต้องการเข้ามาศึกษาในประเทศรัสเซีย การขอวีซ่าประเภทนี้จำเป็นต้องมีเอกสารยืนยันการรับเข้าศึกษาจากสถาบันการศึกษาที่ผู้ขอวีซ่าต้องการเข้าไปศึกษาเล่าเรียนมาประกอบด้วย ทางสถาบันการศึกษาจะทำหนังสือตอบรับ เป็นหนังสือเชิญเพื่อจัดส่งให้กับผู้ขอวีซ่าใช้ดำเนินการขอวีซ่าต่อไป

วีซ่าประเภทนี้จะไม่มีกำหนดที่แน่นอน จึงสามารถต่อได้ตลอดเวลา ตราบเท่าที่ผู้ขอวีซ่ายังคงเรียนในสถาน ศึกษานั้นๆ อยู่ แต่ทั้งนี้ผู้ขอวีซ่าจะต้องติดต่อสอบถามที่ฝ่ายบริการนักศึกษาต่างชาติของสถาบันการศึกษาของตนเอง เพื่อที่ทราบหลักการ วิธี และช่วงเวลาที่จะต้องทำการต่อวีซ่า

วีซ่าธุระส่วนตัว Personal (Private) Visa

วีซ่าประเภทนี้สำหรับผู้ที่ประสงค์จะเดินทางเพื่อมาทำธุระส่วนตัว เช่น เยี่ยมเพื่อน หรือญาติ เป็นต้น วีซ่าธุระส่วนตัวมีระยะเวลา 3 เดือน และสามารถเข้าได้เพียงครั้งเดียว การขอวีซ่าประเภทนี้ผู้ขอจะต้องได้รับบัตรเชิญจากบุคคลที่อาศัยอยู่ในรัสเซีย โดยผู้ทำหนังสือเชิญจะต้องเดินทางไปทำด้วยตนเองที่กองตรวจคนเข้าเมืองในเขตท้องที่ของตนเอง

วีซ่าเดินทางผ่าน Transit Visa
วีซ่านี้ออกให้แก่ผู้ที่ประสงค์จะขอเดินทางผ่านประเทศรัสเซีย โดยมีระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง เพื่อที่จะทำการเปลี่ยนสนามบินหรือข้ามพรมแดนไปยังประเทศที่สามต่อไป

วิธีการตรวจสอบวีซ่า

เนื่องจากคนไทยที่อยู่ในรัสเซียเป็นระยะเวลานานได้แก่ นักศึกษา และคนทำงาน คู่มือเล่มนี้จึงให้ความสำคัญของบุคคลสองกลุ่มนี้เป็นพิเศษ ในบทนี้จะเป็นแนวทางที่ทำให้ผู้ที่เดินทางมารัสเซียด้วยจุดประสงค์ของการศึกษาและการทำงานได้เข้าใจถึงลักษณะวีซ่าของตนเอง รวมถึงสิ่งที่ต้องสังเกตในวีซ่าของตนว่าได้เข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมายของรัสเซียหรือไม่ โดยในบทนี้จะกล่าวถึงลักษณะของบัตรเชิญ และรูปแบบวีซ่า

ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจกับความหมายของคำว่าบัตรเชิญและวีซ่าก่อน

หนังสือเชิญ คือ เอกสารหนังสือที่ออกให้โดยเจ้าภาพ บุคคล นิติบุคคล องค์กรที่ตั้งอยู่ในประเทศรัสเซีย เพื่อเป็นการเชิญให้บุคคลต่างด้าวบุคคลหนึ่งเดินทางเข้าประเทศรัสเซีย เพื่อจุดประสงค์ใดๆ ก็ตาม เช่น ทำงาน เรียน เป็นต้น ผู้ขอวีซ่าจะต้องนำบัตรเชิญนี้ไปยื่นให้กับทางสถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประกอบกับเอกสารอื่นๆ เพื่อขอวีซ่า หากท่านเดินทางมาทำงาน หรือประชุม ผู้ที่ออกบัตรเชิญให้ก็คือ บริษัทหรือองค์กรที่ท่านต้องการเดินทางเข้ามา โดยองค์กรเหล่านี้จะเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการเรื่องวีซ่า ใบอนุญาตทำงาน และการทำรีจิสเตอร์ หรือการลงทะเบียนวีซ่า หากเป็นนักเรียนก็จะต้องได้รับบัตรเชิญจากสถานศึกษาที่ต้องการเข้าไปศึกษา เป็นต้น

ตัวอย่างหนังสือเชิญ


ลักษณะของวีซ่าทำงาน

โดยปกติแล้ว เมื่อท่านเดินทางเข้ามาทำงานที่รัสเซีย ท่านจะได้รับบัตรเชิญให้เข้ามาทำงานดังตัวอย่างข้างต้น และท่านจะต้องนำบัตรเชิญดังกล่าว แนบมาพร้อมกับเอกสารอื่นๆ เพื่อขอวีซ่าเข้ามาทำงาน ณ สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลรัสเซีย วีซ่าส่วนใหญ่ที่ได้รับมาครั้งแรกเพื่อการเดินทางนั้นมักจะเป็นวีซ่าที่ใช้เข้าประเทศได้เพียงหนึ่งครั้ง (Single entry) และเมื่อเดินทางมาถึงรัสเซียแล้ว บริษัทหรือองค์กรที่รับท่านเข้าทำงานก็จะเป็นผู้ดำเนินจัดทำวีซ่าอีกชนิดหนึ่งให้ โดยวีซ่าประเภทนี้ จะเป็นวีซ่าเข้าออกได้หลายครั้ง (Multiple entry) ลักษณะของวีซ่าประเภทนี้จะเป็นกระดาษที่แยกออกมา ประกอบด้วย 3 ส่วน ภายในระบุข้อมูลของผู้ถือวีซ่า จุดประสงค์ และระยะเวลาของวีซ่า เอกสารนี้ถือเป็นเอกสารที่สำคัญอย่างหนึ่งในการยืนยันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อมีการสอบถามถึงจุดประสงค์ของการเข้าประเทศ ดังนั้น ควรจะต้องตรวจสอบวีซ่าของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เมื่อทราบว่าวีซ่าของตนใกล้จะหมดอายุหรือเกิดการสูญหาย ควรรีบติดต่อกับหน่วยงานที่รับผิดชอบทันที เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาภายหลัง ซึ่งหากปล่อยให้วีซ่าขาดอายุ ท่านอาจจะถูกดำเนินการตามกฎหมายรัสเซียได้

ตัวอย่างของวีซ่าทำงาน (เข้าออกได้หลายครั้ง)

คุณรู้ไหมว่า…
…อย่างไรก็ตาม องค์กรของรัฐที่ได้รับอำนาจในการพิจารณาตรวจคนเข้าเมืองยังคงไว้ซึ่งอำนาจตามกฎหมายในการพิจารณาต่ออายุวีซ่า ยกเลิกวีซ่า หรือประทับตราวีซ่าใหม่ภายใต้การพิจารณาของตนได้

 

คุณทราบหรือไม่…..ถึงความแตกต่างระหว่างวีซ่าธุรกิจและวีซ่าทำงาน?….
ความแตกต่าง
วีซ่าประเภทธุรกิจ (Multiple entry)
วีซ่าประเภททำงาน (Multiple entry)
ความสามารถในการรับหน้าที่และตำแหน่งในการทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ไม่มีสิทธิที่จะเข้ารับตำแหน่งการทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
สามารถเข้ารับตำแหน่งในการทำงานในบริษัทนิติบุคคลได้ทุกประเภท
ความสามารถในการรับเงินค่าแรงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ไม่มีสิทธิรับจ้าง หรือทำนิติกรรมสัญญาใดๆเพื่อที่จะทำงานและรับค่าแรงภายในประเทศรัสเซีย
สามารถทำนิติกรรมสัญญาว่าจ้างเพื่อที่จะทำงานในรัสเซียได้
ความสามารถในการทำหน้าที่เป็นตัวแทนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ไม่มีสิทธิที่จะเป็นตัวแทนบริษัทต่อองค์กรของรัฐ
มีสิทธิที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของบริษัทตนต่อองค์กรรัฐทุกแห่งได้
สถานที่ออกวีซ่า
วีซ่าธุรกิจประเภทเข้าออกได้หลายครั้ง (Multiple) ออกให้โดยสถานกงสุลรัสเซียในต่างประเทศ และไม่สามารถต่ออายุได้ในประเทศรัสเซีย
วีซ่าทำงานประเภทเข้าออกได้หลายครั้ง (Multiple) ออกให้ตามใบคำร้องของผู้ว่าจ้างแรงงานที่สำนักงานควบคุมการออกพาสปอร์ตและวีซ่า วีซ่าประเภทนี้สามารถต่ออายุได้โดยไม่จำเป็นจะต้องเดินทางออกนอกประเทศ
ระยะเวลาในการอยู่
สามารถอยู่ติดต่อกันภายในประเทศรัสเซียได้ไม่เกิน 182 วัน นับตั้งแต่วันเดินทางมาถึง
มีสิทธิที่จะอยู่ในประเทศรัสเซียตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในวีซ่า
ระยะเวลาของการลงทะเบียนวีซ่า
ระยะเวลาของการลงทะเบียนวีซ่าของผู้ถือ  วีซ่าประเภทธุรกิจมีระยะเวลาไม่เกิน 182 วัน หลังจากนั้นชาวต่างชาติผู้นั้นจะต้องเดินทางออกนอกประเทศรัสเซียและกลับเข้ามาใหม่ และลงทะเบียนวีซ่าใหม่
ระยะเวลาการลงทะเบียนของวีซ่าทำงานนั้นเป็นการลงทะเบียนโดยอัตโนมัตินับตั้งแต่วันที่ได้รับวีซ่านั้นๆและมีระยะการลงทะเบียนจนถึงวันหมดอายุของวีซ่า
สิทธิพิเศษของสมาชิกในครอบครัว
ผู้ติดตามของผู้ถือวีซ่าธุรกิจจะต้องลงทะเบียนวีซ่าเป็นระยะเวลา 6 เดือน และทุกๆ 6 เดือนจะต้องเดินทางออกนอกประเทศ
ผู้ติดตามของผู้ถือวีซ่าทำงานได้รับวีซ่าเป็นระยะเวลา 1 ปี เช่นเดียวกัน ส่วนการลงทะเบียนวีซ่าเป็นไปตามระยะเวลาของวีซ่าที่ได้ระบุไว้

 

Get Updates & More

Thoughtful thoughts to your inbox